โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จัดงาน “From Community to Frontier: Empowering Thailand’s Future through Youth-Led Innovation” ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 แห่งการจัดตั้งโรงเรียน เปิดเวทีให้นักเรียนจาก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ Community Engagement Program (CEP) และ Thailand Talent Frontier Research (TTFR) ได้ร่วมนำเสนอผลงาน ถ่ายทอดประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนมุมมองจากสองเส้นทางการเรียนรู้
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารและคณะทำงานของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ตลอดจนนักเรียน ครูผู้ดูแล ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากชุมชนท้องถิ่น เข้าร่วมงานกว่า 700 คน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอผลงานของนักเรียนจากทั้ง 2 โครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “From Community to Frontier: Empowering Thailand’s Future through Youth-Led Innovation” พร้อมแสดงความยินดีกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานอกจากการสร้างผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถแล้ว โรงเรียนยังมุ่งสร้างนักคิดและพัฒนานักวิจัยที่สามารถมองเห็นปัญหา ตั้งคำถาม และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ตลอดจนขยายเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรด้านการวิจัยในอนาคต
จากโครงการ Community Engagement Program (CEP) และ Thailand Talent Frontier Research (TTFR) สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากห้องทดลองเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาในชุมชนหรือบ้านเกิดของตนเอง โดยนักเรียนอาจเริ่มจากคำถามหนึ่งคำถาม แม้จะเป็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม เมื่อเกิดคำถามแล้วจึงก้าวไปสู่การทดลองและลงมือทำ ซึ่งระหว่างทางอาจพบความผิดพลาดหรือคำตอบที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ทุกผลลัพธ์ล้วนเป็นสิ่งที่นักเรียนได้ค้นพบและเรียนรู้ด้วยตนเอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่โครงการ CEP และ TTFR กำลังบ่มเพาะ คือการเปลี่ยนความรู้ที่อยู่ในความคิดให้เติบโตเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ และสามารถส่งต่อคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม โดยคุณค่าของโครงการไม่ได้อยู่ที่ถ้วยรางวัล หากแต่อยู่ที่การสร้างนิสัยของนักนวัตกร ที่กล้าตั้งคำถาม กล้าลงมือทำ กล้าล้ม และกล้าลุกขึ้นมาแก้ไข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงที่จะมีส่วนพาประเทศไทยก้าวสู่แถวหน้าของโลก
“งานในวันนี้เป็นภาพสะท้อนของประเทศที่กำลังเคลื่อนตัว จากรากฐานในชุมชนไปสู่ยอดแหลมของงานวิจัยและนวัตกรรมระดับแนวหน้า และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพลังของเยาวชนไทยไม่มีเพดานจำกัด”
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนเครือข่าย สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน และฝากถึงนักเรียนที่เข้าร่วมงานให้ใช้เวทีแห่งนี้อย่างเต็มที่ เรียนรู้ให้ลึก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กว้าง เปิดรับมุมมองใหม่ ๆ และนำสิ่งที่ได้รับกลับไปเป็นพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ภายหลังการเปิดงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กล่าวถึงโครงการ CEP และ TTFR ว่า เป็นการนำปัญหาของชุมชนมาสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเป็นระบบและใช้หลักวิทยาศาสตร์ พร้อมชื่นชมแนวทางของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในการบ่มเพาะเยาวชนให้กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพัฒนาสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักวิจัย และนักนวัตกรรุ่นใหม่ของประเทศ โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวควรได้รับการต่อยอดและขยายเครือข่ายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงกับโรงเรียนอื่น ๆ ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานวิจัย ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้เยาวชนได้นำวิทยาศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาจริงในชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่เข้มแข็งของประเทศไทย
ด้าน ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 แห่งการจัดตั้งโรงเรียน และสะท้อนบทบาทของโรงเรียนในการทำหน้าที่มากกว่าการบ่มเพาะความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยมุ่งเป็นต้นแบบในการขยายผลองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และเชื่อมโยงภาคการศึกษากับสถาบันวิจัยระดับประเทศ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ
ศาสตราจารย์บัณฑิตกล่าวว่า หากพิจารณาทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างคนเพื่อรองรับโลกในยุคปัจจุบันและอนาคต สามารถมองได้ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความรู้ สมรรถนะในการแข่งขัน และคุณลักษณะในการทำงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับมือและแก้ไขปัญหาในอนาคต โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยพัฒนาทั้งสมรรถนะและคุณลักษณะของนักเรียนไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ เวที From Community to Frontier สะท้อนเส้นทางการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชนได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเข้าถึงปัญหาในชุมชน การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์แก่สังคม ไปจนถึงการก้าวสู่การวิจัยและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทั้งความรู้ สมรรถนะ และคุณลักษณะ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
ศาสตราจารย์บัณฑิตกล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้นักเรียนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการนำเสนอผลงาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนนักเรียนต่างโครงการ พร้อมขอให้นักเรียนใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และสร้างมิตรภาพ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยในปัจจุบัน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันใน 2 มิติสำคัญ มิติแรก คือ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ส่วนมิติที่สอง คือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“เนื่องในโอกาสที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 โรงเรียนจึงได้ออกแบบ Community Engagement Program (CEP) เพื่อบ่มเพาะเยาวชนให้เข้าถึงปัญหาจริงของชุมชน และนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ควบคู่กับ Thailand Talent Frontier Research (TTFR) ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยทั้ง 2 โครงการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในบริบทที่แตกต่างกัน”
สำหรับ Community Engagement Program (CEP) เป็นโครงการบูรณาการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคม มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง หรือ Active Citizen ผ่านการเรียนรู้จากบริบทจริงของชุมชน โดยนักเรียนจะทำความเข้าใจผู้คน วิถีชีวิต ปัญหา และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ก่อนนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงทักษะและกระบวนการคิด มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาแนวคิดหรือผลงานที่สอดคล้องกับบริบทและสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคม
โครงการ Community Engagement Program (CEP) ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจาก 19 โรงเรียน และเกิดความร่วมมือกับชุมชนมากกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ สำหรับจังหวัดนครปฐม มีนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ 6 โรงเรียน รวม 17 ทีม เข้าร่วมดำเนินกิจกรรมกับชุมชนในจังหวัด ร่วมกับอีก 13 ทีมจากโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยและโรงเรียนในโครงการ วมว.
หัวใจสำคัญของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ผลงานปลายทาง แต่คือกระบวนการที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้คนและสถานการณ์จริง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ในห้องเรียนกับชีวิตและสังคม และเรียนรู้ที่จะนำความรู้ของตนเองไปสร้างคุณค่าให้แก่ผู้อื่น
ขณะที่ Thailand Talent Frontier Research (TTFR) เป็นโครงการหลักสูตรส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า มุ่งพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกำลังคนสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคตของประเทศ
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการและประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันออกแบบและพัฒนาหลักสูตรด้านการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้จัดหลักสูตรวิจัยขั้นสูงจำนวน 66 หลักสูตร มีนักเรียนสมัครเข้าร่วมและผ่านการอบรมในรูปแบบออนไลน์จำนวน 1,128 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเพื่อปฏิบัติงานวิจัยในสถาบันและหน่วยงานวิจัยภายใต้ความร่วมมือของ 15 สถาบันหลัก ซึ่งมีนักเรียนผ่านการคัดเลือกจำนวน 373 คน จาก 48 โรงเรียน เข้ารับการฝึกทักษะด้านการทดลอง การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการวิจัยและการปฏิบัติงานจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
สิ่งที่นักเรียนได้รับจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลงานวิจัย แต่ครอบคลุมทั้งองค์ความรู้ ทักษะ กระบวนการคิด และประสบการณ์ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดตามความสนใจของแต่ละคน ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย การสร้างนวัตกรรม และเส้นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต
ภายในงาน นักเรียนจาก CEP และ TTFR นำความรู้ ผลงาน และประสบการณ์มาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้ง การนำเสนอผลงาน การนำเสนอแนวคิด การจัดแสดงโปสเตอร์วิชาการ และการนำเสนอผลงานเด่น พร้อมทั้งมีพื้นที่ให้นักเรียนต่างกลุ่มและต่างโครงการได้ชมผลงาน พูดคุย ตั้งคำถาม และแลกเปลี่ยนวิธีคิดจากประสบการณ์ที่แตกต่างของกันและกัน
การนำสองโครงการมาพบกันจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรวบรวมผลงานมาจัดแสดง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เห็นความหลากหลายของกระบวนการเรียนรู้ จาก CEP ที่เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจผู้คนและโจทย์จริงของชุมชน ไปจนถึง TTFR ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ การวิจัย และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ความแตกต่างของประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนมุมมอง การตั้งคำถาม และการต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ระหว่างนักเรียน
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มุ่งหวังว่า ประสบการณ์จากทั้งสองโครงการ รวมถึงการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นภายในงาน “From Community to Frontier: Empowering Thailand’s Future through Youth-Led Innovation” จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นให้นักเรียนต่อยอดความคิดและค้นหาเส้นทางของตนเอง พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม และร่วมสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศในอนาคต
ศูนย์พัฒนาสื่อดิจิทัล (สรุป/ภาพ)













































