
“안녕하세요, 여러분. 저는 지로트입니다. 반가워요.
(สวัสดีทุกท่านนะครับ ผมชื่อจิโรจน์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ)”
ประโยคทักทายภาษาเกาหลีสั้น ๆ ถูกเอ่ยขึ้นเป็นคำแรกของการสนทนาในครั้งนี้ กับ ดร.จิโรจน์ แสงรัตนประเสริฐ ครูสาขาวิชาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผู้เพิ่งเดินทางกลับจากการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนครู ณ Korea Science Academy of KAIST (KSA) เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
KSA ถือเป็นโรงเรียนเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมีการแลกเปลี่ยนครูระยะสั้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี หมุนเวียนกันในหลากหลายสาขาวิชา และในปีนี้เป็นลำดับของสาขาวิชาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
เมื่อได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์จิโรจน์ตอบรับโดยไม่ลังเล ด้วยความคาดหวังว่า
“อยากจะเห็นวิธีการสอนหรือรูปแบบการสอนแบบใหม่ ๆ หรือที่ไม่มีมาก่อนในประเทศไทย”
ก้าวแรกสู่สนามท้าทายของห้องเรียนระดับนานาชาติ
การก้าวเท้าเข้าสู่ KSA สำหรับผมไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่สอน แต่เป็นการก้าวเข้าสู่สนามการสอนระดับนานาชาติ โดย อ.จิโรจน์ ได้รับมอบหมายให้สอนวิชา Exploring into life science ซึ่งเป็นวิชาเพิ่มเติม ร่วมกับ Dr. Ko In-Jeong (고인정 선생님)
“วิชา Exploring into life science เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต โดย อาจารย์ Ko In-Jeong ทราบว่าผมถนัดทางด้านพฤกษศาสตร์ ก็เลยให้ผมสอนด้านพืชเป็นหลักในช่วงแรก พอผมกลับมา อาจารย์ Ko In-Jeong ก็จะสอนต่อในพาร์ทแบคทีเรียและจุลินทรีย์”
แม้เนื้อหาวิชาจะอยู่ในขอบเขตความเชี่ยวชาญ แต่ความท้าทายสำคัญกลับอยู่ที่ “ภาษา”
“ความท้าทายแรก จริง ๆ ก็คือ เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้สอนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษกับนักเรียน International…ยอมรับว่าผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมากนัก แต่ก็พยายามที่จะทำให้ชั้นเรียนหรือกิจกรรมให้นักเรียนสนใจ”
ขณะเดียวกัน Dr. Ko In-Jeong ยังมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด
“อันนี้เหมือนจะสอนลึกไปนะ ปรับลงมาหน่อย”
สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งของครูและนักเรียน
พลังของผู้เรียน: วินัยและความตั้งใจ
สิ่งที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง คือพฤติกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน
“แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจและประทับใจมากคือ ‘ตัวนักเรียน’ ครับ เด็ก ๆ ที่นี่มีสมาธิสูงมาก ผมสังเกตเห็นว่าแทบไม่มีใครเล่นเกมหรือแอบหลับเลย ทุกคนจะเปิด Textbook ทั้งแบบเล่มและในโน้ตบุ๊กเพื่อจดตามอย่างตั้งใจ”
เมื่อสอบถามถึงเบื้องหลังของความตั้งใจดังกล่าว คำตอบที่ได้รับทำให้เข้าใจทันทีว่า เหตุใดนักเรียนจึงมีความตั้งใจในการเรียนอย่างมาก
“อาจารย์เค้าแอบกระซิบว่า อันนี้คือวิชาเพิ่มเติม หมายความว่า นักเรียนเค้าสนใจจะลงวิชานี้จริง ๆ เค้าเลือกมาแล้ว แต่ถ้าไปเรียนวิชา General ก็อาจจะมีบ้าง บางคนอาจจะไม่สนใจวิชานั้น ก็เป็นเรื่องปกติของนักเรียน”
เมื่อครูกลายเป็น “ผู้ต้องหา” ในห้องเรียนนิติวิทยาศาสตร์
นอกจากการสอนในวิชาตนเองแล้ว อาจารย์จิโรจน์ยังได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์การเรียนการสอนในรายวิชาอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวิชานิติวิทยาศาสตร์ที่สร้างความประทับใจอย่างมาก
“ผมก็เคยเป็นเคสหนึ่ง ตอนนั้นเขาให้พิจารณาเรื่องลายมือ อาจารย์ก็ให้ผมแอบเขียนอะไรบางอย่างก่อนหน้าคลาส แล้วผมก็กลายเป็นเหมือนผู้ต้องหาคนนึง ให้เด็ก identify ว่า นี่คือลายมือของใคร ก็ดูเป็นการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น แล้วก็ดูใช้ได้จริง”
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ตรง และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างแท้จริง
การปรับตัวเชิงสถานการณ์: สอน “พืช” ในฤดูที่ไร้สีเขียว
อีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่คาดคิด คือบริบทของฤดูกาล
การสอนเรื่อง “ความหลากหลายของพืช” ในช่วงปลายฤดูหนาวของเกาหลี ซึ่งธรรมชาติยังคงแห้งแล้งและขาดแคลนตัวอย่างจริง เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า
“โชคดีที่ตอนนั้นที่ไป ฝนเริ่มตกนิดหน่อย ผมก็เลยขึ้นภูเขาข้าง ๆ โรงเรียน ขึ้นไปเก็บมอสมาสอนนักเรียนได้ ก็อาศัยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป”
โมเดลการเรียนรู้ผ่านงานวิจัย: จากห้องเรียนสู่ห้องปฏิบัติการ
หนึ่งในจุดเด่นของ KSA คือการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนรู้ของนักเรียน
อาจารย์แต่ละท่านมีห้องปฏิบัติการเป็นของตนเอง และสามารถชวนนักเรียนเข้ามาร่วมทำโครงงานวิจัยได้ โดยนักเรียนทุกคนจะต้องทำโครงงานในทุกระดับชั้น และสามารถเปลี่ยนหัวข้อหรืออาจารย์ที่ปรึกษาได้ในแต่ละปี
“แม้กระทั่งจบไปแล้ว ถ้านักเรียนคนนั้นเก่ง หมายถึงว่า มีความสนใจ ความถนัด ทำโครงงาน ทำแล็บมาก ๆ อาจารย์บางคนก็สามารถจ้างนักเรียน…ให้ช่วยเป็นผู้ช่วยวิจัยต่อได้”
“ผมเห็นว่ามีศิษย์เก่าบางคน ยังกลับมาช่วยแล็บอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ก็เล่าให้ฟังว่าได้เงินเดือนด้วย ก็ดูเป็นโมเดลที่ดีมาก นี่ทำให้นักเรียนเห็นว่า ถ้าเรามีความรู้ ความสามารถ มันก็ได้ค่าตอบแทน เป็นการทำงานเหมือนในมหาวิทยาลัย ซึ่งน่าสนใจมากครับ”
การเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต: มุมมองนอกห้องเรียนในสังคมเกาหลี
นอกเหนือจากบทบาทในห้องเรียน ช่วงเวลานอกตารางสอนกลายเป็นอีกพื้นที่ของการเรียนรู้
ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย บัตรใบเดียวใช้ได้ทั้งรถเมล์และรถไฟ อาจารย์จิโรจน์ได้เดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น โซล (서울) และคยองจู (경주) เพื่อศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และรูปแบบการจัดการพื้นที่สาธารณะ
“ส่วนใหญ่ผมจะชอบไปดูมิวเซียม ว่าที่นั่นจัดมิวเซียมอย่างไร ทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ก็มีความน่าสนใจหลายอย่าง”
อีกหนึ่งภาพที่สะท้อนความแตกต่างเชิงสังคมคือกิจกรรมครอบครัว
“เห็น activity ของประชาชนชาวเกาหลี ที่ชอบจะพาครอบครัวมาทำกิจกรรมนอกบ้าน…ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เสียดายที่บ้านเราค่อนข้างร้อน เราไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศแบบนี้”
“มันทำให้เกิดความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ดี เลยไม่แปลกใจ ทำไมลูก ๆ จะ respect ต่อผู้ใหญ่ หรือมี communication ที่ดี…ซึ่งถ้าประเทศเราสามารถพัฒนาจุดนี้ได้ ก็อาจจะดีมาก ๆ”
มากกว่าการสอน คือการขยายโลกทัศน์
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกือบ 3 เดือนในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสอนวิชาชีววิทยา หากแต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการพัฒนาตนเองในบริบทสากล
“เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผมมาก ๆ เพราะผมคิดว่า ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้สอนแบบ international แบบนี้อีกแล้ว”
พร้อมกันนั้น ยังเป็นช่วงเวลาที่ได้รับมิตรภาพอันอบอุ่น ทั้งจากคณาจารย์ KSA และนักเรียนเก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่กำลังศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย KAIST ซึ่งได้แวะมาเยี่ยมเยียนถึงปูซาน
ประสบการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การเดินทาง” แต่คือ “การเติบโต” ในบทบาทของครูผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับโลกที่กว้างขึ้น และจากห้องเรียนที่ปูซาน สู่ห้องเรียนในประเทศไทย ประสบการณ์เหล่านี้กำลังถูกส่งต่อ กลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์สู่มาตรฐานนานาชาติ
ผู้ให้สัมภาษณ์ : จิโรจน์ แสงรัตนประเสริฐ
ผู้บันทึกวิดีโอ : ธีรเมธ พงศ์รักธรรม
ผู้ตัดต่อวิดีโอ : ธีระศิษย์ ศุภยศตระกูล
ผู้สัมภาษณ์และเขียนบทความ : อรสิริ อิ่มสุวรรณ์
ผู้สนใจสามารถรับฟังการสัมภาษณ์ได้ที่























