Feature image
Magazine

วิชาทักษะ: บทเรียนชีวิตที่ MWIT สอน

March 17, 2569


การเรียนรู้นอกรั้วโรงเรียน: ไร้ขอบเขต ไร้วันสิ้นสุด

ณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ

นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 29
นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“อดทนอีกหน่อย เดี๋ยวก็เรียนจบแล้ว”

คำพูดนี้คงเป็นที่คุ้นหูสำหรับใครหลายคนที่ยังอยู่ในช่วงวัยเรียน ไม่ว่าในระดับมัธยมศึกษาหรืออุดมศึกษา อาจเป็นคำพูดจากคนรอบตัวเพื่อเป็นกำลังใจให้ในวันที่เหนื่อยจากการเรียนเป็นครั้งคราว หรือเป็นการปลอบใจตัวเองให้พยายามก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ความจริงแล้วการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่วันที่เรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

ในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ผมรู้สึกว่าสามปีในรั้วโรงเรียนเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หลังจากใช้เวลาเรียนแปดชั่วโมงต่อวัน แล้วก็ทำกิจกรรมกับเพื่อนในโรงเรียน หาข้อมูลประกอบการเตรียมโครงงาน ทำการบ้าน ซ้อมนำเสนองาน เตรียมตัวสอบประเมินปลายภาค ช่วงปิดเทอมอยู่ในค่าย สอวน. และช่วงปีสุดท้ายทุ่มเทพัฒนาโครงงานจนสามารถเข้าสู่การประกวดโครงงานระดับนานาชาติ (International Science and Engineering Fair: ISEF) สิ่งที่ผมได้รับจากโรงเรียนนี้ไม่ใช่แค่ความรู้หรือโอกาสเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา แต่ยังรวมถึงทักษะชีวิตที่ต่อยอดได้ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใดก็ตาม เช่น การจัดการเวลา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความอดทนต่ออุปสรรค และที่สำคัญคือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

รูปที่ 1 แสดงผลงานในงานประกวดโครงงาน ISEF 2022
รูปที่ 1 แสดงผลงานในงานประกวดโครงงาน ISEF 2022

ผมตัดสินใจศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยมีรางวัลชนะเลิศจาก ISEF เป็นแรงผลักดันสำคัญ ระหว่างการศึกษาผมพยายามไขว่คว้าโอกาสในการทำงานเพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ผู้ช่วยนักวิจัยด้านชีวสารสนเทศ การเป็นนักศึกษาฝึกงานภายใต้ สวทช. และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย รวมถึงการเข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์อวกาศ จนผลงานได้รับการนำไปทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ และทีมของผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันที่ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่แตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนคือ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและกว้างใหญ่แทบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครคอยชี้แนะอย่างชัดเจนว่าต้องเรียนรู้และเข้าใจอะไร อีกทั้งผมต้องคอยติดตามความคืบหน้าของเทคโนโลยีอยู่สม่ำเสมอ และนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้อย่างทันท่วงที เมื่อทักษะการเรียนรู้ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นนักเรียน การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วงจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ

รูปที่ 2 รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 4 กับนักบินอวกาศญี่ปุ่น ดร.โคอิจิ วากาตะ (Koichi Wakata)
รูปที่ 2 รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 4 กับนักบินอวกาศญี่ปุ่น ดร.โคอิจิ วากาตะ (Koichi Wakata)
รูปที่ 3 ช่วงฝึกงานที่ Agoda
รูปที่ 3 ช่วงฝึกงานที่ Agoda

หลังจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เช่น ChatGPT กับ Gemini การเข้าถึงแหล่งข้อมูลยิ่งสะดวกขึ้น ในขณะเดียวกัน ความสำคัญของการพัฒนาทักษะบางอาชีพเริ่มลดลงด้วย โดยเฉพาะงานพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นสายงานที่เกี่ยวข้องกับผมซึ่ง AI สามารถช่วยหรือทำแทนได้ ในอนาคตย่อมมีเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอยู่อีก การเข้าใจทั้งความสามารถและขีดจำกัดของเทคโนโลยีจะช่วยให้ทราบถึงบทบาทของตนเองในโลกสมัยใหม่ รู้ว่าเครื่องมือสามารถช่วยอะไรได้ และจะส่งเสริมตนเองไปในทิศทางไหนเพื่อเอาชนะการเปลี่ยนแปลง

ถึงแม้ในอนาคตผมอาจไม่ได้อยู่ในสถานภาพนักเรียนนักศึกษาอีกต่อไป แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทักษะการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จะเป็นรากฐานให้ผมสามารถก้าวข้ามความท้าทายในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างยั่งยืน

Given the Chance to Dare

กวิสรา รุจิประภากร

นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 29
นักศึกษา Bachelor of Science, The University of Hong Kong

สิ่งที่ MWIT มอบให้มากที่สุดคือ “โอกาส” ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะให้ตั้งคำถาม ลงมือทำ ออกแบบเส้นทางของตนเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือ โอกาสที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้น ตลอดระยะเวลา 3 ปีในรั้วโรงเรียน ผู้เขียนได้ดำเนินโครงงานวิจัยด้านเคมีสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกันกับการแข่งขัน การเรียน กิจกรรม และกีฬา สิ่งที่ได้กลับมาจากช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ผลงานหรือรางวัล แต่คือนิสัยการบริหารเวลาและการจัดลำดับความสำคัญที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

รูปที่ 4 รับรางวัลชนะเลิศระดับภาคตะวันตก การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ครั้งที่ 23
รูปที่ 4 รับรางวัลชนะเลิศระดับภาคตะวันตก การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ครั้งที่ 23

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) ผู้เขียนเลือกที่จะต่อยอดงานวิจัยที่สั่งสมมา ควบคู่ไปกับการฝึกงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในปีแรก ซึ่งเป็นจุดพลิกสำคัญที่ทำให้ตระหนักว่าทักษะการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์นั้นใช้ได้จริงในโลกธุรกิจ วิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ นั่นคือจุดที่ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่อยากทำคือการทำให้ทั้งสองโลกนี้เดินไปด้วยกัน

เมื่อได้ศึกษาวิชา Marketing และ Science Entrepreneurship เพิ่มเติมควบคู่กับวิชาเอกเคมี ก็ยิ่งอยากผลักดันให้งานวิจัยมีมูลค่าเชิงพาณิชย์และเกิดประโยชน์ต่อสังคมได้จริง แต่ด้วยพื้นฐานที่ไม่มีความรู้ด้านธุรกิจมาก่อน สิ่งที่ทำได้คือเริ่มเรียนรู้จากศูนย์ไปพร้อมกับการลงมือทำจริง ซึ่งนั่นเองคือบทเรียนที่หนักที่สุด และคุ้มค่าที่สุดเช่นกัน จนนำไปสู่การก่อตั้งธุรกิจการศึกษาที่ให้บริการติวโอลิมปิกและวิชาการขั้นสูง ก่อนจะต่อยอดสู่การก่อตั้งโซลูชัน ESG Management สำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการสนับสนุน Startup ของรัฐบาลฮ่องกง และคว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติหลายรายการ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ยังคงเรียนเต็มเวลาและรับผิดชอบต่อบทบาทอื่น ๆ ในชีวิตไปพร้อมกัน

รูปที่ 5 นำเสนอผลงานในการแข่งขัน Hong Kong Techathon+ 2026
รูปที่ 5 นำเสนอผลงานในการแข่งขัน Hong Kong Techathon+ 2026

สิ่งที่ทำให้รับมือกับความซับซ้อนเหล่านั้นได้ไม่ใช่ความสามารถพิเศษ แต่คือ “ภูมิต้านทาน” ที่ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความกล้าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด และการดูแลความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในขณะที่ชีวิตกำลังเร่งรีบที่สุด ล้วนเป็นทักษะที่ไม่มีในหลักสูตรของที่ไหน แต่ฝังอยู่ในทุกโครงงาน ทุกการแข่งขัน และทุกคืนที่ต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อน

คณาจารย์ที่ MWIT เน้นย้ำเสมอว่า โรงเรียนมุ่งหวังให้นักเรียนเติบโตไปเป็นผู้นำในองค์กรและสังคม ตอนนั้นฟังแล้วก็พยักหน้า แต่ยังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันหมายความว่าอะไร จนกระทั่งได้ล้มเหลวด้วยตัวเอง ได้ขอโทษในสิ่งที่ทำพลาด และได้ลุกขึ้นมาลองใหม่อีกครั้ง ถึงได้รู้ว่าผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการรู้ทุกอย่าง แต่เกิดจากความกล้าที่จะยอมรับข้อจำกัดของตนเอง วินัยที่ยั่งยืนกว่าความกระตือรือร้นชั่วคราว และการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดอยู่แค่ในห้องเรียน ทั้งหมดนี้ไม่ได้เรียนมาจากตำรา แต่ได้มาจากทุกโครงงาน ทุกคืนที่อดนอน และทุกครั้งที่ MWIT ให้โอกาสลองทำในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า

บทเรียนวิชามนุษย์ของ “สส. รุ่น”

ประวีร์ สินวีรุทัย

นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 28
นักศึกษาโครงการแพทยศาสตรบัณฑิต-วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (M.D.-M.Eng)
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

รูปที่ 6 ขณะเป็นนักศึกษาโครงการแพทยศาสตรบัณฑิต-วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (M.D.-M.Eng) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
รูปที่ 6 ขณะเป็นนักศึกษาโครงการแพทยศาสตรบัณฑิต-วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (M.D.-M.Eng) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอด 3 ปีในรั้วโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ผมมักจะพาตัวเองไปอยู่ในบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารอยู่เสมอ ความสนุกกับงานเหล่านี้ทำให้เพื่อน ๆ โหวตให้ผมได้รับฉายา “สส. รุ่น” ในหนังสือรุ่นของชาว “มหิดลวิทย์” รุ่น 28

จุดเริ่มต้นมาจากการพรีเซนต์งานกลุ่มในชั้น ม.4 ที่ทำให้ผมค้นพบความสุขของการเล่าเรื่อง ผมจึงลองสมัครเป็นพิธีกรงานโรงเรียน ประสบการณ์จากการทำงานพิธีกรทำให้ผมได้เห็นจุดอ่อนในทักษะการพูดของตนเอง ผมจึงเริ่มพยายามฝึกปรับจังหวะการพูด และเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ฟังอยากคิดตาม ไม่ใช่แค่ตั้งใจฟัง

เมื่อขึ้น ม.5 ผมรับหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการหอพัก และในชั้น ม.6 ได้ทำหน้าที่รองประธานนักเรียน ผมได้มีโอกาสนำทักษะการตัดต่อวิดีโอที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก มาปรับใช้ในการสื่อสารไอเดียผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตามประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่าทักษะที่สำคัญกว่าการพูดคือ การฟังอย่างตั้งใจ ผมเคยคิดว่าพลัง น้ำเสียง และความมั่นใจย่อมชนะทุกสิ่ง แต่การทำงานร่วมกับผู้อื่นในบทบาทเหล่านี้ที่ MWIT ทำให้ผมพบว่า งานจะเดินหน้าได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้สะท้อนความคิดของตนเองก่อนเสมอ

สำหรับผม MWIT จึงไม่ใช่โรงเรียนที่สอนแค่วิชาฟิสิกส์ เคมี หรือชีววิทยา แต่เป็นที่ที่สอน “วิชามนุษย์” ให้กับผม ทั้งทักษะการพูด การฟัง การคิด และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยในยุคดิจิทัลเช่นปัจจุบัน ผมพยายามนำรากฐานเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อสื่อสารเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

รูปที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่พิธีกรที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
รูปที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่พิธีกรที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
รูปที่ 8 ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
รูปที่ 8 ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี ผมขอขอบคุณ MWIT ที่ให้พื้นที่เด็กคนหนึ่งได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูก จนตระหนักได้ว่า การสื่อสารที่จริงใจและมีประสิทธิภาพเป็นรากฐานที่แสนล้ำค่า ที่สามารถช่วยผู้คนในสังคมได้อย่างกว้างขวาง และไม่ว่าเส้นทางในอนาคตจะพาผมไปในทางใดก็ตาม ผมหวังว่าผมจะสามารถใช้ทักษะนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นบนเวที ในห้องตรวจคนไข้ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ตาม เพื่อที่จะสร้างประโยชน์แก่สังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตนเองจะทำได้