ถ้าอเมริกาทิ้งระเบิดถล่มอิรัก

ดินแดน Mesopotamia ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Tigris และ Euphrates เป็นผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ที่ให้กำเนิดอารยธรรมแรกของ มนุษย์ เพราะนักโบราณคดีได้พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ที่เคยอาศัยเป็นหมู่เหล่าในถิ่นนี้ได้รู้จักประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้ในภาษา เขียนเป็นครั้งแรก เมื่อ 5,500 ปีมาแล้ว ณ วันนี้พื้นที่ Mesopotamia ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอิรัก

โลกภายนอกรู้จักอาณาจักรนี้เป็นครั้งแรกจากการอ่านรายงานของ Herodotus ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์ในสมัยพุทธกาล และของ Strabo นักภูมิศาสตร์ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ที่ได้บรรยายชีวิตของผู้คนในแถบนี้ แม้แต่คัมภีร์ไบเบิลก็ได้กล่าวถึง Mesopotamia ว่าเป็น ที่ตั้งของสวนสวรรค์ Eden ของอาดัมกับอีฟ และหอคอย Babel อันเป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของโลกโบราณเช่นกัน

 

การขุดพบแผ่นดินเหนียวที่มีรอยสลักในลักษณะของสัญลักษณ์ที่เราทุกวันนี้ เรียกอักษรลิ่ม (cuneiform) เมื่อ 300 ปีก่อน ได้ทำให้โลกรู้ว่าชนเผ่าต่างๆ เช่น ชน Sumerian, Assyrian , Akkadian และ Babylonian รู้จัก ใช้อักษรในการเขียนหนังสือก่อนชาวอียิปต์รู้จักประดิษฐ์อักษร Hieroglyph ประมาณ 100 ปี การพบหมู่บ้านมนุษย์ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์ และวัตถุแกะสลักหินเป็นเทพเจ้า การพบปราสาทโบราณกลางทะเล ทราย ทำให้เราปัจจุบันรู้ว่ามนุษย์ได้เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้อย่างต่อ เนื่อง และได้รู้จักสร้างเมืองที่มีขนาดใหญ่เช่น เมือง Uruk, Ur และ Eridu Larsa จนทำให้เมืองเหล่านี้ได้เป็นศูนย์กลางการค้าขายของโลกเมื่อ 6,000 ปีมาแล้ว การวัดอายุของ iggurat อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และ เป็นที่เก็บสะสมผลิตภัณฑ์เกษตรได้ทำให้เรารู้ว่า ชาวเมืองในอดีตใช้ชีวิต ผูกพันกับศาสนามาก การแปลข้อความที่จารึกบน cuneiform ทำให้เรารู้ ว่าสังคม Mesopotamia มีการแบ่งชั้นวรรณะตามอาชีพ ส่วนในชนบท นั้นก็ได้มีการรู้จักสร้างระบบทดน้ำทำนา ข้าวบาเลย์ ข้าวสาลี และเลี้ยงสัตว์ ภาพวาดที่พบในแคว้น Sumer ได้แสดงให้เห็นว่าชาว Sumerian รู้จัก ประดิษฐ์ล้อที่ทำด้วยไม้ เพื่อนำมาเทียมเกวียนและรถศึก ส่วนประเพณีความ เชื่อทางไสยศาสตร์เช่นว่า เวลาทำเกลือหกชาว Sumerian ก็เชื่อว่า ถ้าเขา ปาเกลือข้ามไหล่ของตน โชคร้ายต่างๆ ก็จะมลายหายสูญ เป็นต้น

ภาพจาก : http://www.usc.edu/dept/LAS/wsrp/educational_site/ancient_text

ในปี พ.ศ. 2468 นักผจญภัยชาวอังกฤษชื่อ Leonard Wooley ได้ขุดพบสุสานของกษัตริย์ที่เมือง Ur หลักฐานนี้ได้ทำให้เรารู้ว่า ชนเผ่าต่างๆ มีการปกครองโดยกษัตริย์ แต่เมื่อกษัตริย์มีหลายองค์ ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ก็เป็นเหตุการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ การต่อสู้ระหว่างเผ่าจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา และผู้ชนะก็ได้สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ รวบรวมเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นรัฐ และรวบรวมรัฐเข้าเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา และในขณะที่อาณาจักรนี้รุ่งเรืองนั้น ชนแถบนี้ยังได้รู้จักสร้างเทคโนโลยีด้านโลหะด้วย โดยได้พบว่าทองแดงที่มี arsenic ปนจะมีสีสุกใส และสามารถนำไปดัดแปลงตกแต่งได้ง่ายกว่าทองแดงที่บริสุทธิ์ ความรู้เช่นนี้ได้ทำให้สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างในยุคนั้น สวยยิ่งกว่าสิ่งประดิษฐ์ในยุคทองสำริด ซึ่งเป็นยุคหลังมาก

การมีประวัติที่ยาวนานเช่นนี้ ได้ทำให้อิรักคือสวรรค์ของนักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ แต่มา ณ วันนี้ อิรักถูกตัดขาดจากโลกภายนอก จนทำให้ความยากจนและความทุกข์ยากบังเกิดแก่ชาวอิรักไปทั่ว

ในปี พ.ศ. 2535 ที่อิรักได้ทำสงครามอ่าวเปอร์เซีย กองทัพสหรัฐได้ทิ้งระเบิดกรุงแบกแดดนาน 42 วัน ทำให้ประเทศทั้งประเทศเป็นอัมพาตเพราะสถานที่ต่างๆ ถูกระเบิดถล่ม แต่วิศวกร สถาปนิกก็ยังสามารถซ่อมและสร้างใหม่ได้ ถึงแม้สงครามรบจะสงบ แต่สงครามเศรษฐกิจก็ยังดำเนินต่อไป และสงครามเศรษฐกิจนี้รุนแรงกว่าสงครามรบมาก

ก่อนปี พ.ศ. 2533 อิรักได้นำเข้า 70% ของอาหารที่ประเทศต้องการจากต่างประเทศเช่น นมจากยุโรป ข้าวสาลีจากอเมริกา สัตว์ปีกจากแคนาดา รถยนต์จากเยอรมนี และญี่ปุ่น หนังสือ คอมพิวเตอร์ วัคซีน ยาฆ่าแมลง ฯลฯ จากทั่วโลกในปีหนึ่งๆ อิรักใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซื้อยาต่างประเทศสำหรับประชากร 20 ล้านคน แต่เมื่อถูกบอยคอต อิรักมิสามารถซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อีกต่อไป เสบียงที่มีอยู่ได้ร่อยหรอไปๆ ความช่วยเหลือจากต่างชาติลดลงเหลือเพียง 5% ของที่ประเทศเคยได้รับ เมื่อไก่ไม่มีอาหาร เกษตรกรรมสัตว์ปีกก็ล่ม เมื่อวัว แพะ แกะ ไม่มีวัคซีนฉีด สัตว์เหล่านี้จึงได้ล้มตาย ทำให้นมขาดแคลนและเด็กที่ต้องการอาหารประเภทนี้เสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 500,000 คน ใน 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ที่เสียชีวิตเพราะสงครามเศรษฐกิจนี้ จึงมากกว่าจำนวนทหารที่เสียชีวิตในสงครามจริงๆ หลายเท่าตัว ณ วันนี้ เด็กอิรักกำลังประสบปัญหาการขาดสารอาหาร ตัวเตี้ยและเมื่อสภาพแวดล้อมเลวลง การระบาดของไข้มาลาเรีย ไข้รากสาดจึงเกิดขึ้นบ่อย

แม้แต่นักวิชาการก็มิวายถูกบอยคอต เพราะนักวิชาการชาวอิรักที่เสนอผลงานเพื่อลงพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ก็จะถูกปฏิเสธการพิจารณา การสั่งซื้อวารสารวิชาการจากต่างประเทศก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีการติดต่อทางไปรษณีย์ระหว่างอิรักกับโลกภายนอกเลย

เมื่อสัมพันธภาพทางการค้าและการทูตของอิรักถูกตัดขาดเช่นนี้ ความยากจนแร้นแค้นของชาวอิรักจึงมีผลทำให้การโจรกรรมปล้นอารยธรรมและประวัติศาสตร์เกิดขึ้นบ่อย โดยโจรปล้นชาติจะบุกรุกเข้าลักขโมยอนุสรณ์สมบัติอันหาค่ามิได้ ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เท่านั้นยังไม่พอ บรรดานักวิชาการเช่น นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีที่เป็นคนอิรักเอง เมื่อประสบปัญหาความขาดแคลนหลายคนได้หลบหนีหรืออพยพไปหางานทำในต่างประเทศ จึงทำให้ประเทศเสียทรัพยากร บุคคลไปมาก

องค์การ UNESCO ของสหประชาชาติผู้รับผิดชอบกับการอนุรักษ์มรดกโลก คิดว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโจรกรรมอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง เพราะรัฐบาลของประเทศตะวันตกแทบไม่ได้ให้ความสนใจในการห้ามร้านค้าวัตถุโบราณของตน ซื้อ-ขายวัตถุโบราณ ไม่ว่าร้านค้านั้นจะอยู่ในลอนดอน เจนีวา หรือนิวยอร์กก็ตาม

ทุกวันนี้ โลกรู้ว่าแผ่นดินอิรักหลายส่วนยังไม่ได้รับการสำรวจ และเมื่อนักโบราณคดีที่มีสัญชาติเป็นอเมริกันหรืออังกฤษ ไม่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศ การวิจัยของนักโบราณคดีอิรักร่วมกับนักโบราณคดีชาติดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้ และสำหรับนัก โบราณคดีชาติอื่น การเดินทางไปสำรวจในอิรักก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีเครื่องบินเดินทางเข้า-ออกแบกแดด และนั่นก็หมายความว่าคนที่จะไปเยือนอิรักต้องเดินทางไปซีเรียก่อน แล้วจึงนั่งรถข้ามทะเลทรายนานประมาณ 10 ชั่วโมง ก็จะถึงแบกแดด นอกจากนี้สภาพอากาศที่ร้อน การขาดเทคโนโลยีศึกษาวัตถุโบราณที่ทันสมัย ได้ทำให้การค้นคว้าด้านโบราณ คดีในอิรักเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย

ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อเกิดสงคราม Kuwait อิรักทำสงครามกับพันธมิตรตะวันตก และกรุงแบกแดดถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตี นักโบราณคดีชาวอิรักได้พยายามเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุต่างๆ จากพิพิธภัณฑ์ในกรุงแบกแดดออกไปให้พ้นภัย ทั้งนี้เพราะพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์การส่งข้อมูลข่าวสารแห่งชาติของอิรัก ซึ่งเป็นเป้าสำคัญที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้โจมตี การทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้อาคารและโบราณสถานหลายแห่งในอิรักได้รับความเสียหายอย่างถาวร

การบอยคอตอิรักของสหประชาชาติ ก็เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งที่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ และผู้คนยากจน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ประจำตามพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงพอจะเลี้ยงครอบครัว เมื่อความยากจนรุมเร้ามากขึ้นๆ การขโมยวัตถุโบราณที่มีในพิพิธภัณฑ์ก็เกิดขึ้น และถึงแม้รัฐบาลจะออกกฎหมายลงโทษผู้ขโมยอารยธรรมของชาติบางประเภทถึงขั้นประหารชีวิตก็ตาม แต่การโจรกรรมก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างประปราย ในการวางมาตรการแก้ไขการสูญเสียลักษณะนี้ รัฐบาลอิรักได้อนุญาตให้ผู้หญิงทำงานในพิพิธภัณฑ์ได้ และห้ามไม่ให้คนชราเกษียณอายุ เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้ด้านอนุรักษ์วัฒนธรรมแก่เจ้าหน้าที่ใหม่ๆ และได้เพิ่มบทลงโทษการโจรกรรมให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก

ในอนาคต ถ้าสหรัฐอเมริกาดำเนินการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายในอิรัก นักโบราณคดีนานาชาติมีความเห็นว่า สถานที่ที่อาจถูกถล่มราบเรียบได้แก่

เจดีย์เกลียว (minaret) ที่เมือง Samara ซึ่งมีอายุกว่า 1,100 ปี เพราะเจดีย์นี้ตั้งอยู่ใกล้กรุงแบกแดด และในบริเวณใกล้เคียงมีโรงงานผลิตอาวุธเคมีชีวภาพ

วงหินโค้ง (arch) ที่สูง 37 เมตร แห่ง Ctesiphon ที่มีอายุ 1,400 ปี และอยู่ห่างจากแบกแดดประมาณ 20 กิโลเมตร เพราะมีฐานทัพอากาศ โรงกลั่นน้ำมันและโรงงานทดสอบนิวเคลียร์อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

เมือง Nineveh ที่มีอายุ 2,800 ปี และอยู่ทางเหนือของกรุงแบกแดดที่มีหอดูดาวโบราณ ก็อาจถูกระเบิดถล่มได้เช่นกัน

พิพิธภัณฑ์สถานในกรุงแบกแดดเอง ซึ่งมีวัตถุโบราณมากมายและถ้าพิพิธภัณฑ์นี้ถูกระเบิดโลกก็จะสูญเสียมรดกทางอารยธรรมของ Mesopotamia อีกเป็นคำรบสอง และคงเป็นการสูญเสียอย่างถาวรจริงๆ

 

เมื่อครั้งที่ทหาร Taliban ในอัฟกานิสถานทำลายพระพุทธรูปแห่ง Bamiyan เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ และโลกได้ขอร้องรัฐบาล Taliban ไม่ให้ทำลาย แต่ไม่สำเร็จเพราะพระพุทธรูปนั้นได้ถูกทำลายเรียบร้อยแล้ว แต่นั่นก็เป็นการสูญเสียที่น้อยนิด เพราะเหตุการณ์ทำลายอารยธรรมที่ร้ายแรงกว่านั้น หลายร้อยเท่าพันเท่า กำลังดำเนินอยู่และกำลังจะเกิดในอิรัก ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของอัฟกานิสถานราว 2,000 กิโลเมตร แต่แทบไม่มีใครหวีดร้องหรือเรียกร้อง หรือประท้วงใดๆ เลย

ภาพจาก : http://news.bbc.co.uk/hi/english/world/south_asia/newsid_1790000/1790674.stm

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่กำลังสร้างความกังวลใจให้กับทุกคนที่รู้ประวัติศาสตร์ และรักที่จะอนุรักษ์หลักฐานของอารยธรรมมนุษย์ให้คงอยู่คู่ โลกตลอดไป


April 23, 2002