ใบความรู้เรื่อง   วรรณกรรมปัจจุบัน

*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*

            วรรณกรรมปัจจุบัน นอกจากมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Contemporary Literature แล้ว อาจจะแปลมาจากคำว่า Modern Literary Works ด้วย จิตรลดา สุวัตกิกุล (2526 : 3 ) ได้ให้ความหมายว่า หมายถึง วรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 10 - 20 ปี โดยการนับทวนถอยขึ้นไปจากปัจจุบัน
                 กุหลาบ มัลลิกะมาส (2517 : 1-2) ได้ให้ความหมายของคำว่าวรรณกรรมปัจจุบัน พร้อมทั้งยกตัวอย่างดังนี้คือ

        . วรรณกรรมปัจจุบัน คือ วรรณกรรมที่มีลักษณะต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะรับอิทธิพลจากวรรณกรรมหรือแนวคิดของชาวตะวันตก มีขอบข่ายคลุมถึง
                ๑.๑ วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น สารคดี นวนิยาย เรื่องสั้น ร้อยกรอง บทละคร และบทวิจารณ์วรรณกรรม
                ๑.๒ กลวิธีในการแต่ง (เนื้อเรื่อง ทัศนะในการสร้างเค้าโครงเรื่อง การสร้างตัวละคร)
                ๑.๓ แนวคิด และปรัชญาในการแต่ง
        . ถ้าจะใช้เวลาเป็นเครื่องกำหนดความเป็นปัจจุบัน ก็อาจจะต้องนับทวนถอยหลังขึ้นไปจากขณะนี้ทุกรอบ 10 ปี จนถึงประมาณ พ.ศ. 2400
              พร้อมทั้งได้อ้างคำกล่าวของ ที.เอส อีเลียต (T.S. Eliot) ซึ่งเป็นนักเขียนและนักวิจารณ์ชาวอเมริกัน ซึ่งกล่าวว่า งานศิลปะ ที่สร้างขึ้นสมัยใดก็ตาม ถ้ายังเป็นที่นิยมกันอยู่ถึงทุกวันนี้ก็ย่อมนับได้ว่าวรรณกรรมนั้นยังมีลักษณะเป็นปัจจุบัน เช่น วรรณกรรมเรื่อง Gulliver's Travels ของ Jonathan Swift ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1827 ก็ยังคงเป็นวรรณกรรมปัจจุบัน เพราะยังมีคนอ่านอยู่ในปัจจุบันนี้ทั่วโลก
                ส่วน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ. (2539 : 169-170) อธิบายว่าจากการสัมมนาของอาจารย์และผู้ที่สนใจวรรคดีที่เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2514 ได้ตกลงกันว่า สำหรับวรรณกรรมปัจจุบันของไทยนั้น จะถือเอางานที่แต่งขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ที่ตกลงกันเช่นนี้เพราะมีลีกษณะใหม่เกิดขึ้นในวงการประพันธ์หลายอย่างที่เด่นที่สุดคือ การรับเอารูปแบบและความคิดมาจากตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ ได้เกิดงานเขียน งานประพันธ์รูปแบบใหม่ ๆขึ้นมา เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น บทละครพูด เป็นต้น
                สมพร มันตะสูตร (2525 : 19-20) ได้แสดงเปรียบเทียบให้เห็นคามแตกต่างระหว่างวรรณกรรมแบบปัจจุบันกับวรรณกรรมแบบเดิมไว้ดังนี้คือ

วรรณกรรมแบบเดิม
                 . แนวคิดในการเขียนเป็นแบบจินตนิยมไม่คำนึง ถึงความสมจริงและข้อเท็จจริง
                 . ยึดธรรมเนียมนิยมในการแต่งเคร่งครัดกล่าวคือ ต้องมีบทไหว้ครู บทชมโฉมชมความงามตาม ธรรมชาติ และคำนึงถึงรสทั้งสี่แห่งวรรณคดี เป็นสำคัญ
                 . จุดมุ่งหมายในการแต่งมุ่งที่ความสะเทือน อารมณ์เป็นสำคัญ
                 . การดำเนินเรื่องเน้นในเรื่องศิลปการใช้ถ้อยคำ อวดสำนวน กวีโวหารมากกว่าโครงเรื่องและ ตัวละคร
                   ๕. เนื้อเรื่องซ้ำซาก มักมาจากเรื่องศาสนาชาดก เรื่องของเทพนิยาย พระผู้เป็นเจ้า สัตว์ ประหลาด ยักษ์ เทวดา และเขียนอยู่ในแวดวงของชนชั้นสูงวรรณกรรมแบบเดิม
                   . เน้นความเชื่อทางไสยศาสตร์ วาสนาบารมีและ โชคชะตาเป็นสำคัญ
                   . ฉาก ตัวละคร บรรยากาศในเรื่องนิยมสมมติ ขึ้นให้งดงาม
                   . นิยมร้อยกรองมากกว่าร้อยแก้วและมีความยาว มาก

   . การเขียนบทรักนิยมใช้สัญลักษณ์ที่แนบ เนียน
                 ๑๐. เนื้อเรื่องมักจะนำมาจากชาดกและเลียนแบบเรื่องเก่า
                 ๑๑. การรับอิทธิพลของวรรณคดีต่างชาติไม่รับอย่างตรงไปตรงมา แต่รับมาโดยดัดแปลงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมไทย
                 ๑๒. กลวิธีในการแต่งนิยมเรื่องเล่าเรื่อยไปตาม ปฏิทิน ไม่นิยมความซับซ้อน

วรรณกรรมปัจจุบัน
                 . แนวคิดในการเขียนเป็นแบบสมจริงที่เรียกว่า สัจนิยมมากขึ้นกว่าเดิน มีความสมเหตุสมผล มากขึ้น
                 . ไม่เคร่งครัดธรรมเนียมนิยมมากนัก ผู้แต่งมัก จะคำนึงถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น วรรณกรรมปัจจุบันจึงมักจะมีรูปแบบและแนว คิดแปลกใหม่ น่าติดตาม
                 . มีจุดหมายในการเขียนเพื่อเสริมความคิดเสริม ปัญญา สอดแทรกความรู้เข้าไปอย่างแนบ เนียน
                 . การดำเนินเรื่องยึดความสมจริงแห่งการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมเป็นสำคัญ
                 . นิยมเขียนเรื่องและเหตุการณ์ที่อยู่ใกล้ตัว มุ่งแสดงปัญหาและความเป็นไปในสังคมมากกว่าเรื่องเฟ้อฝัน
                 . ผู้แต่งมักจะเน้นให้ผู้อ่านเห็นความเป็นจริงใน สังคม ชี้นำให้ต่อสู้กับชีวิตตามความจริง ไม่ยอมแพ้โชคชะตา
                 . ฉาก ตัวละคร บรรยากาศ มักจะนำมาจาก ชีวิตจริง
                 . นิยมร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง หากเป็นร้อย กรองนิยมร้อยกรองสั้น ๆ                  
                  . เขียนถึงบทรักตรงไปตรงมามากขึ้น
                  ๑๐. แสวงหาข้อเท็จจริง ข้อมูล ก่อนเขียนเรื่องไม่นิยมเลียบแบบ นิยมสร้างโครงเรื่องด้วยตนเองเป็นการแสดงฝีมือให้เห็นชัด
                 ๑๑. หากจะรับอิทธิพลต่างประเทศก็รับอย่างไม่รู้สึกว่ารับมา เพราะอิทธิพลต่างประเทศแทรกเข้าจนแยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งใดคือของเรา สิ่งใดคือสิ่งที่รับมา
                 ๑๒. นิยมดำเนินเรื่องหลายแบบ ทั้งตามปฏิทิน และย้อนปฏิทิน นิยมความซับซ้อน

 

*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*