เรื่อง: กาลิเลโอ บุรุษผู้เดินตามฝัน และเลือกปฏิเสธเรียนแพทย์

ที่มา : หนังสือเรื่องของเด็กๆผู้ใหญ่ไม่เกี่ยว
แปลและเรียบเรียงโดย ส.สุวรรณ

กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei ค.ศ. ๑๕๖๔-๑๖๔๒) นักวิทยาศาสตร์อิตาลี
เป็นทั้งนักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ กาลิเลโอเป็นผู้ริเริ่มใช้วิธี
ทดลองวิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ความจริงที่ได้จากการทดลองได้
ล้มล้างทฤษฎีของ อริสโตเติลเกี่ยวกับอัตราความเร็วของการตกของวัตถุ และได้
พิสูจน์ยืนยันทฤษฎีที่ว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโคเปอร์นิคัส ท่านค้นพบกฎ
การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ นอกจากนี้ท่านยังมีผลงานค้นคว้าด้านเสียง ความร้อน
และแสง ตลอดจนความสัมพันธ์ของคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ ถือได้ว่า กาลิเลโอเป็น
นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ท่านเป็นผู้ก่อการปฏิวัติด้านวิทยาศาสตร์
ของโลกในศตวรรษที่ ๑๗

ในปี ค.ศ. ๑๕๖๔ โลกใบนี้ได้มีบุคคลยิ่งใหญ่สองคนถือกำเนิด คนหนึ่งคือกวี
เอกของอังกฤษ เชกสเปียร์ อีกคนหนึ่งคือกาลิเลโอ เชกสเปียร์มีอิทธิพลต่อการ
พัฒนาอารยธรรมด้านจิตวิญญาณอย่างใหญ่หลวง ส่วนกาลิเลโอมีอิทธิพลต่อการ
พัฒนาอารยธรรมของวัตถุอย่างใหญ่หลวง กาลิเลโอเกิดที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี พ่อ
เป็นพวกผู้ดีเก่า มีการศึกษาสูง มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีดีมาก มีฐานะทาง
สังคมสูงพอสมควร แต่ไม่ร่ำรวย ภายหลังไม่สามารถอาศัยดนตรีเลี้ยงชีพได้ จึงหัน ไปขายผ้า

กาลิเลโอแสดงออกให้เห็นเป็นคนมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาตั้งแต่เด็ก ดูท่านจะมี
พรสวรรค์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี วาดเขียน หรือการต่อจิกซอว์ โดยเฉพาะ
ท่านมีหัวทางคณิตศาสตร์ดีเป็นพิเศษ กาลิเลโอเข้าเรียนในโรงเรียนของศาสนาคริสต์
ท่านเรียนเก่ง ไม่ว่าเรียนวิชาอะไรก็ดีไปหมด พ่อรู้สึกทึ่งในพรสวรรค์ของลูกมาก
เดิมทีพ่อต้องการให้กาลิเลโอทำอาชีพค้าขายผ้าเหมือนกับตน เพราะเห็นว่า อาชีพ
ขายผ้ามีกำไรดีและไม่มีวันตก เพราะทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้ากันทั้งนั้น แต่เมื่อเห็น
ความฉลาดของกาลิเลโอจึงเปลี่ยนความคิดมาคะยั้นคะยอให้กาลิเลโอเรียนวิชา
แพทยศาสตร์ เพราะสมัยนั้นอาชีพแพทย์ทำเงินได้ดีกว่าการขายผ้ามาก

ค.ศ. ๑๕๘๑ กาลิเลโอเข้าเรียนแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยปิซา แต่ท่านก็ยัง
คงสนใจคณิตศาสตร์อยู่ และยังคงศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ต่อไป
วันหนึ่งท่านเห็นโคมไฟแขวนอยู่ในโบสถ์แกว่งไปแกว่งมา ท่านอาศัยการจับชีพจร
ของตนคำนวณเวลาการแกว่งไปกลับของโคมไฟ ปรากฏว่า การแกว่งของโคมไฟไป
กลับแต่ละเที่ยว ไม่ว่ากว้างหรือแคบ จะใช้เวลาเท่ากัน ต่อมาท่านอาศัยกฎการ
แกว่งของโคมไฟประดิษฐ์เครื่องมือวัดจำนวนการเต้นของชีพจรของคนไข้

และในปี ค.ศ. ๑๖๗๓ นักฟิสิกส์ฮอลแลนด์ คริสเตียน เฮย์เกนส์ (Christian Haygens)
ได้อาศัยกฎการแกว่งของลูกตุ้มที่ค้นพบโดยกาลิเลโอ ประดิษฐ์นาฬิกาเรือนแรกของโลก
การค้นพบกฎการแกว่งของลูกตุ้มนี้ทำให้กาลิเลโอยิ่งกระตือรือร้นศึกษาค้นคว้า
วิชาคณิตศาสตร์ โดยไม่สนใจการเรียนวิชาการแพทย์ พ่อเห็นว่า งานคณิตศาสตร์
เป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนต่ำที่สุด แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเจตจำนงของกาลิเลโอได้
ในที่สุดพ่อได้ตัดเงินอุดหนุนการเรียน กาลิเลโอจึงจำต้องหยุดเรียนกลางคัน
ท่านออกจากมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ ๒๑ ปี ท่านยังคงค้นคว้าวิชาความรู้
ด้านคณิตศาสตร์ต่อไป ค.ศ. ๑๕๘๕ ท่านได้ประดิษฐ์ตราชั่งสำเร็จ และได้เขียนบท
ความคณิตศาสตร์เกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุ ทำให้ชื่อเสียงด้านคณิตศาสตร์ของ
ท่านระบือไปทั่วอิตาลี จนได้รับการยกย่องเป็นยูคลิด (Euclid) สมัยนั้นยูคลิดมีชื่อ
เป็นยอดนักคณิตศาสตร์สมัยกรีกโบราณ ถึงกับทางมหาวิทยาลัยปิซาเชิญท่านไปเป็นอาจารย์

ประมาณ ค.ศ.๑๕๙๐ กาลิเลโอได้เขียนบทความเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
โต้แย้งกับสมมติฐานของอริสโตเติลเกือบทุกข้อ ยกตัวอย่างเช่น อริสโตเติลเห็นว่า
วัตถุที่หนักกว่าจะตกลงสู่พื้นเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า แต่กาลิเลโอเห็นว่า หาก
ปราศจากแรงต้านของอากาศ วัตถุที่มีน้ำหนักไม่เท่ากันจะตกลงสู่พื้นพร้อมกัน จากการ
ทดลองทิ้งวัตถุสองชิ้นที่หนักไม่เท่ากันลงจากชั้นสูงสุดภายในหอเอนปิซา ปรากฏว่า
วัตถุสองชิ้นตกลงสู่พื้นพร้อมกัน เป็นจริงตามสมมติฐานของกาลิเลโอ นี้เท่ากับพิสูจน์ให้เห็นว่า
ทฤษฎีของอริสโตเติลผิด แต่ในสมัยศตวรรษที่ ๑๖ ความคิดทางวิชาการภายในอิตาลี
ถูกทฤษฎีความคิดของอริสโตเติลครอบงำอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครสงสัยหรือโต้แย้งทฤษฎี
ของอริสโตเติล กาลิเลโอเป็นคนแรกที่กล้าพิสูจน์และล้มล้างทฤษฎีที่ไม่ถูกต้องของ อริสโตเติล
ทำให้วิชาความรู้ด้านฟิสิกส์ก้าวรุดหน้าไปในแนวทางที่ถูกต้อง

กาลิเลโอกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ว่าท่านไม่
ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย ค.ศ. ๑๕๙๙ ท่านได้รับเชิญเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย
ปาดัว (Padua) สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับศาสตราจารย์มีชื่อสมัยนั้น ในช่วง
ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยปาดัว ท่านได้ก่อตั้งโรงงานผลิตสิ่งที่ท่านคิดค้น
ประดิษฐ์ เช่นเครื่องวัดระดับ เครื่องวัดเรขาคณิต และเครื่องวัดชีพจร เป็นต้น ค.ศ.
๑๖๐๗ กาลิเลโอเริ่มทดลองประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลโดยใช้กระจกเว้ากับกระจกนูน
ประกอบเป็นกล้อง ทำให้สามารถมองเห็นวัตถุใหญ่ขึ้น ๘ เท่า ท่านได้ทดลองค้น
คว้าต่อมาจนในที่สุดท่านสามารถประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลซึ่งสามารถขยายสิ่งที่
เห็นได้ ๓๒ เท่า เมื่อ ค.ศ. ๑๖๑๐ ท่านอาศัยกล้องส่องทางไกลนี้สำรวจสิ่งต่างๆ ในท้องฟ้า
ท่านพบเห็นความจริงในจักรวาลที่ทำให้ผู้คนสมัยนั้นถึงกับตะลึงพรึงเพริด ท่านมองเห็น
พื้นผิวดวงจันทร์ไม่สวยงามอย่างที่เข้าใจกัน แต่ขรุขระ มีเขามีเหวเหมือนกับโลกของเรา
ท่านมองเห็นทางช้างเผือกประกอบด้วยกลุ่มดาวมากมาย เห็นดาวพฤหัสบดีมีดาวบริวาร
หมุนรอบ ท่านเห็นว่า โลกและดวงดาวอื่นๆ สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์

ค.ศ. ๑๖๓๒ กาลิเลโอได้พิมพ์เผยแพร่หนังสือชื่อ "Dialogue Concerning the
Two Chief World Systems" สนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสที่ว่า ดวงอาทิตย์
เป็นศูนย์กลาง ส่วนโลกและดาวเคราะห์อื่นๆ ล้วนหมุนรอบดวงอาทิตย์ ทฤษฎีของ
โคเปอร์นิคัสเป็นทฤษฎีทางความคิด แต่ทฤษฎีของกาลิเลโอเป็นทฤษฎีที่ได้รับการ
พิสูจน์จากการสำรวจตรวจสอบและทดลอง จึงมีเหตุผลยืนยันทฤษฎีของโคเปอร์
นิคัสได้อย่างหนักแน่น แต่ทฤษฎีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ถือเป็นความคิดนอกรีต
ขัดกับคำสอนของคัมภีร์ไบเบิล กาลิเลโอจึงถูกศาสนจักรจับกุมคุมขัง และถูกบังคับ
ให้สารภาพว่า ทฤษฎีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นทฤษฎีนอกรีต มิฉะนั้นจะถูกลง
โทษเผาทั้งเป็น ในที่สุดกาลิเลโอจำต้องยอมสารภาพผิด

กาลิเลโอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติวิวัฒนาการของ
วิทยาศาสตร์ ภายใต้การข่มขู่คุกคามชีวิตของอำนาจทมิฬ ท่านจำต้องปฏิเสธ สัจ
ธรรมที่ท่านค้นพบ แต่ไม่ว่าอำนาจอิทธิฤทธิ์อะไรก็ไม่สามารถลบล้างความเป็นจริง
ที่ท่านค้นพบสัจธรรมไปได้ โลกยังคงหมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่ดี

 

 
 
 
สาขาวิชาคณิตศาตร์ 364 หมู่ 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม 73170 Tel. 0-2849-7187 Fax. 0-2849-7183