เรื่อง แนวปฏิบัติและวิธีการประเมินผลตามเกณฑ์การสำเร็จการศึกษา
ตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  
 1. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียน
                เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 ได้กำหนดว่า นักเรียนต้องผ่านการประเมินเกี่ยวกับการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด โรงเรียนจึงกำหนดแนวปฏิบัติการประเมิน การอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนไว้ดังนี้
               หลังจากนักเรียนเข้าศึกษาในโรงเรียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ภาคเรียนและไม่เกิน 4 ภาคเรียนคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้จะเป็นผู้ประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนของนักเรียน การประเมินอาจใช้ข้อมูลจากผลการเรียนในวิชาต่าง ๆ หรือความเห็นจากครูผู้สอนจากรายวิชาต่าง ๆ หรือแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะก็ได้
               ในกรณีที่ประเมินแล้วไม่ผ่าน ให้คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้เสนอแนวทางหรือกิจกรรมให้นักเรียนนำไปปฏิบัติเพื่อปรับปรุง แก้ไข คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้จะเป็นผู้ติดตามประเมินนักเรียนต่อไป เมื่อประเมินผ่านแล้วจึงเสนอให้โรงเรียนปรับแก้ผลการประเมินจาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”
     
 2. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
               เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 ได้กำหนดไว้ นักเรียนต้องผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด โรงเรียนจึงกำหนดแนวทางปฏิบิตการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ดังนี้
              คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้ของโรงเรียนจะกำหนดแบบประเมินพร้อมทั้งคำอธิบายวิธีประเมิน เสนอโรงเรียนให้ความเห็นชอบ แล้วส่งให้ครูที่ปรึกษา ครูผู้สอนประจำวิชา หรือเจ้าหน้าที่หอพัก ประเมินคุณลักษณะด้านต่าง ๆ ตามที่กำหนด แล้วส่งกลับให้คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้เป็นผู้สรุปผลการประเมินแต่ละภาคเรียน
              โดยทั่วไป ระดับการประเมินจะเป็นแบบ 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ถ้าผลการประเมินอยู่ในระดับ 5 หมายความว่ามีคุณลักษณะด้านนั้นดีเยี่ยมและลดหลั่นลงมาตามลำดับ ถ้าผลการประเมินอยู่ในระดับ 1 หมายความว่าต้องปรับปรุงคุณลักษณะด้านนั้นอย่างมาก ถ้าผลการประเมินเฉลี่ยของคุณลักษณะด้านใดด้านหนึ่งต่ำกว่า 3 ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
               คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้จะจัดประชุมครูที่ปรึกษา ครูผู้สอนและเจ้าหน้าที่หอพัก เพื่อกำหนดกิจกรรมและแนวทางให้นักเรียนไปปฏิบัติเพื่อปรับปรุงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนคนที่
ไม่ผ่านเกณฑ์ คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้จะเป็นผู้ติดตามประเมินนักเรียนต่อไป เมื่อเห็นว่าผ่านเกณฑ์แล้วจึงเสนอโรงเรียนเพื่อปรับแก้ผลการประเมินจาก “ใม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”
      
 3. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการทำและการประเมินผลการทำโครงงาน
                เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 ได้กำหนดว่า นักเรียนต้องทำโครงงานอย่างน้อย 1 เรื่อง ที่มีปริมาณงานเทียบเท่ากับ 2.0 หน่วยกิต และต้องได้รับผลการประเมินผ่าน หรือ ผ่านดี หรือ ผ่านดีเยี่ยม โรงเรียนจึงกำหนดแนวปฏิบัติ การทำและการประเมินผลโครงงานภาคปฏิบัติไว้ดังนี้
               ก่อนนักเรียนจะเริ่มเสนอเค้าโครงของโครงงานนักเรียนต้องผ่านการเรียนในรายวิชาพื้นฐานโครงงานก่อน ซึ่งปกติจะเปิดสอนในภาคเรียนที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การทำโครงการจะเริ่มต้นด้วยการคิดหัวข้อด้วยตนเอง แล้วนำไปปรึกษากับครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อทาบทามขอให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาโครงการและให้ความเห็นชอบในหัวข้อ (ชื่อ) โครงงาน
               จากนั้นให้นักเรียนทำเรื่องเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงการของโรงเรียนเพื่อพิจารณาหัวข้อ (ชื่อ) โครงงาน และรายชื่อกรรมการที่ปรึกษาโครงงาน คณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงงานของโรงเรียนจะเป็นผู้เสนอโรงเรียนเพื่อแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาโครงงานต่อไป คณะกรรมการที่ปรึกษาโครงงานของนักเรียนอย่างน้อยต้องมี 3 คน เป็นประธาน 1 คน กรรมการ 2 คน และอย่างน้อย 1 คน ต้องเป็นครูหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน
               ในกรณีที่นักเรียนต้องการเปลี่ยนหัวข้อโครงงานหรือที่ปรึกษาโครงงาน จะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงงานของโรงเรียนเพื่อเสนอให้โรงเรียนอนุมัติ
               เมื่อนักเรียนทำโครงงานสำเร็จแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการจะเป็นผู้ประเมินว่าผ่าน, ผ่านดี, ผ่านดีเยี่ยม, ส่งผลการประเมินต่อคณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงงานของโรงเรียนเพื่อรวบรวมผลการประเมินส่งให้งานบุคคล ทะเบียน และประมวลผล ในกรณีที่ไม่ผ่านให้ประธานกรรมการที่ปรึกษาโครงงานมอบให้นักเรียนไปแก้ไขแล้วทำการประเมินใหม่จนผ่านเกณฑ์ แล้วจึงส่งผลการประเมินให้คณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงงานของโรงเรียน เพื่อส่งผลการประเมินให้งานบุคคล ทะเบียนและประมวลผลต่อไป
               คณะกรรมการส่งเสริมการทำโครงงานของโรงเรียนอาจจัดให้มีการแสดงผลงานในรูปแบบของนิทรรศการ โปสเตอร์ หรือนำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานด้วยก็ได้
      
 4. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม
               เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547ได้กำหนดว่า นักเรียนต้องปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้กับโรงเรียน อย่างน้อย 40 ชั่วโมง (1.0 หน่วยกิต) และบำเพ็ญูสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม อย่างน้อย 40 ชั่วโมง (1.0 หน่วยกิต) โรงเรียนจึงกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคมดังนี้
               กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้กับโรงเรียน หมายถึง การทำความสะอาด ซ่อมบำรุง อาคารสถานที่ของโรงเรียน (ยกเว้นการทำความสะอาดในหอพัก) การอาสาช่วยครูปฏิบตงานต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด ห้องพยาบาล โรงอาหาร งานโสตทัศนศึกษา ฯลฯ รวมถึงการช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนทั้งที่โรงเรียนประกาศขอความช่วยเหลือหรือที่นักเรียนทำโครงการเสนอขึ้นเอง
               กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อบุคคล คณะบุคคล ชุมชน และองค์การสาธารณะ ภายนอกโรงเรียนทั้งที่โรงเรียนเป็นผู้เริ่ม หรือที่นักเรียนเป็นผู้เริ่มเสนอขอความเห็นชอบต่อโรงเรียน เช่น การช่วยงานสาธารณะ และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ คนชรา การจัดค่ายกิจกรรมวิชาการหรือนันทนาการแก่ผู้ด้อยโอกาส การดูแลรักษาความสะอาด ซ่อมบำรุงสถานที่สาธารณะ ฯลฯ
               เมื่อนักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แต่ละครั้งแล้ว ให้บันทึกการปฏิบิตกิจกรรมในแบบบันทึกการบำเพ็ญประโยชน์ตามที่โรงเรียนกำหนด โดยมีครูหรือเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่โรงเรียนเชื่อถือ เป็นผู้รับรอง เมื่อสิ้นภาคเรียนแต่ละภาคเรียนให้นักเรียนส่งแบบบันทึกกับครูที่ปรึกษาเพื่อรวบรวมส่งงานบุคคล ทะเบียน และประมวลผล เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานต่อไป
    
 
5. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านหนังสือจากรายการที่โรงเรียนกำหนด
               เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 ได้กำหนดว่า นักเรียนต้องอ่านหนังสือจากรายการที่โรงเรียนกำหนดอย่างน้อย 50 เรื่อง (4.0 หน่วยกิต) โรงเรียนจึงกำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ ดังนี้
               นักเรียนรับทราบรายชื่อหนังสือตามที่โรงเรียนกำหนด จากคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้แล้วให้นักเรียนเลือกอ่านตามความสนใจ กรณีที่นักเรียนประสงค์จะอ่านหนังสือเรื่องที่แตกต่างจากรายการที่กำหนดให้นักเรียนเสนอรายชื่อหนังสือดังกล่าวต่อคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ นักเรียนควรวางแผนว่า จะอ่านเรื่องใดในแต่ละภาคเรียน เพื่อให้ครบ 50 เรื่อง ภายใน 3 ปี
              เมื่ออ่านแล้วให้บันทึกการอ่านตามแบบที่โรงเรียนกำหนด แล้วให้ครูหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน หรือผู้ที่โรงเรียนเชื่อถือเป็นผู้ลงนามรับรอง เมื่อสิ้นภาคเรียนแต่ละภาคเรียนให้นักเรียนส่งแบบบันทึกกับครูที่ปรึกษารวบรวมส่งงานบุคคล ทะเบียน และประมวลผล เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานต่อไป
        
 6. แนวทางการจัดทำแผนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของนักเรียน
                เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 ได้กำหนดว่านักเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลายตามความถนัด และความสนใจตามแผนที่นักเรียนกำหนดโดยความเห็นชอบของโรงเรียน ทั้งในด้านของการออกกำลังกาย
                เพื่อเป็นแนวทางให้นักเรียนทำแผนการเข้ารวมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของตนเอง โรงเรียนจึงกำหนดกรอบการจัดกิจกรรมและกรอบขั้นต่ำที่นักเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ดังแสดงในตารางที่ 6.1
               เมื่อนักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมแล้วให้บันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมในแบบบันทึกที่โรงเรียนกำหนด แล้วให้ครูหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนหรือผู้ที่โรงเรียนเชื่อถือเป็นผู้ลงนามรับรอง เมื่อสิ้นภาคเรียนแต่ละภาคเรียนให้ส่งแบบบันทึกกับครูที่ปรึกษารวบรวมส่งงานบุคคล ทะเบียนและประมวลผล เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานต่อไป
    
 ตารางที่ 6.1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและจำนวนขั้นต่ำที่นักเรียนต้องเข้าร่วม
 
 
กิจกรรม

จำนวนขั้นต่ำที่นักเรียนต้อง

เข้าร่วมกิจกรรมในรอบ 3 ปี

จำนวนที่โรงเรียน

จัดให้ในรอบ 3 ปี

หน่วยกิต
1. กิจกรรมแนะแนว 1 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 3 วัน
3 ครั้ง
0.5
    1.1 ค่ายปฏิบัติธรรม     
   
   
         1.2.1 ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี 8 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง)
24 ครั้ง
1.0
         1.2.2 ด้านสังคมศึกษา ภาษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและโบราณคดี 3 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 6ชั่วโมง)
6 ครั้ง
    1.3 การฟังบรรยาย    
  
  
         1.3.1 ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี 8 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1.30 ชั่วโมง)
24 ครั้ง
0.5
         1.3.2 ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพและความฉลาดทางอารมณ์ 4 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1.30 ชั่วโมง)
24 ครั้ง
         1.3.3 ด้านสังคมศึกษา ภาษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและดนตรี 6 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1.30 ชั่วโมง)
24 ครั้ง
     1.4 อ่านหนังสือจากรายการที่โรงเรียนกำหนดให้ 50 เล่ม
---
4.0
     1.5 พบครูที่ปรึกษาประจำชั้นตามที่โรงเรียนกำหนด ทุกวันที่เปิดเรียน
ทุกวันที่เปิดเรียน
3.0
         
   
   
 2. กิจกรรมนักเรียน     
    
   
      2.1 ค่ายวิชาการ   1 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่า 3 วัน)
3 ครั้ง
0.5
      2.2 กิจกรรมชุมนุม 12 ชุมนุม
โดยต้องเลือกชุมนุมวิชาการไม่น้อยกว่า 3 ชุมนุม ชุมนุมกีฬาและการออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 3 ชุมนุม ชุมนุมสังคมศึกษา ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมและดนตรี ไม่น้อยกว่า 3 ชุมนุม เวลาที่ร่วมกิจกรรมแต่ละชุมนุม ไม่น้อยกว่า 15 คาบ/ชุมนุม คาบละไม่ต่ำกว่า 45 นาที
ไม่น้อยกว่า
180 ชุมนุม
(30 ชุมนุม/ภาค)
3.0
      2.3 การออกกำลังกาย ไม่น้อยกว่า240 ครั้ง
หรือ 40 ครั้ง/ภาค หรือประมาณ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละไม่น้อยกว่า 45 นาที
6.00-7.30 น.
และ
16.10 - 18.00 น
ทุกวันที่เปิดเรีย
4.5
      2.4 กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน ไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง 
---
1.0
      2.5 กิจกรรมบำเพ็ญสารธารณะประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง  
---
1.0
      2.6 โครงงาน ทำโครงงานและเสนอผลการทำโครงงาน
อย่างน้อย 1 เรื่อง และต้องได้รับผลการ
 ประเมินผ่าน หรือผ่านดี หรือผ่านดีเยี่ยม
---
2.0
รวม
    
   
21.0
 7. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าแถวเคารพธงชาติและพบครูที่ปรึกษา
               เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2545 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 กำหนดว่านักเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมเข้าแถว เคารพธงชาติ และพบครูที่ปรึกษาตามที่โรงเรียนกำหนด โรงเรียนจึงกำหนดแนวปฏิบัติดังนี้
ให้ครูที่ปรึกษาบันทึกการมาเข้าแถวเคารพธงชาติและการพบครูที่ปรึกษาของนักเรียน ตามแบบที่โรงเรียนกำหนด แล้วรวบรวมผลการบันทึกส่งคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้ หากนักเรียนมาเข้าแถวไม่ตรงเวลา หรือมาแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติเกินกว่าร้อยละ 20 ของเวลาทั้งหมด ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
               ในกรณีที่ประเมินผลแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละภาคเรียนให้ครูที่ปรึกษาและคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกันกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะนิสัยด้านการตรงต่อเวลาและความรับผิดชอบ มอบหมายให้นักเรียนไปปฏิบัติแล้วติดตามจนเห็นว่าผ่านเกณฑ์แล้วให้คณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้เสนอโรงเรียนให้ปรับแก้ผลการประเมินจาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”
    
8. ข้อยกเว้นการปฏิบัติ

               การปฏิบัตินอกเหนือจาก ข้อ 1-7 ให้นักเรียนเสนอเหตุผล ความจำเป็นผ่านครูที่ปรึกษาและคณะกรรมการประเมินผลการเรียนรู้ พิจารณานำเสนอผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ


กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ม.4/4


ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 1
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 2
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 3
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 4
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 5
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาคเรียนที่ 6
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนรวม
ตรวจสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ผ่าน-ไม่ผ่าน)

 
 



สาขาวิชาคณิตศาสตร์
364 หมู่ 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม 73170 Tel. 0-2849-7187 Fax. 0-2849-7183